http://www.samunpaiphuluang.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

ผลิตภัณฑ์ภูหลวง

ตัวแทนจำหน่าย

สาระน่ารู้

เว็บบอร์ด

ติดต่อเรา ทาง facebook หรือ โทร 038-448052 ถึง 3

อยากสอบถามเกี่ยวกับอาการริดสีดวง หริอเปล่า?

(อ่าน 1015/ ตอบ 3)

nanapat

ครั้งแรกที่เป็นหลังจากรู้ว่าตะวเองเป็นริดสีดวง ก็ทานยาหรือเหน็บยาเกี่ยวกับริดสีดวงก็จะหาย แต่พอมาเกือบ2อาทิตที่ผ่านมาเหมือนอาการจะหนักขึ้น เวลาถ่ายมีเนื้อยื่นออกมาพร้อมกับเลือดหยดไปพร้อมเวลาถ่าย ไม่รู้สึกเจ็บค่ะ ก็เลยลองเหน็บ กินยาแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น มีเลือดออกทุกวันเวลาถ่าย เนื้อที่ยื่นออกมาต้อ
ใช้มือช้วยดันเข้าไป เมื่อดันเข้าไปก็จะไม่ยื่นออกมาตลอดวันค่ะ แต่เมื่อวัน 2 วันนี้อาการเลือดออกเริ่มมากขึ้น เริ่มเป็นมูกเลือด พร้อมกับท้องเสีย แบบนี้อาการ้ายแรงแค่ไหนค่ะ เป็นริดสีดวงเหมือนเดิมหรือเปล่า หรือมีอาการอื่นแทรกซ้อนด้วยค่ะ ก้งวลจังเลย =_= ..... แล้วถ้าทานยาของบริษัทเป็นประจำจะมีทางหายมั้ยค่ะ?


เจ้าหน้าที่

คงจะมีการท้องเสียมาก ...เลือดเลยออกมาเยอะ... เพราะเวลาที่เราท้องเสีย อุจจาระจะมีการถูกขับออกมาอย่างแรง ซึ่งอาจทำให้เยื่อบุทวารหนักอักเสบ เป็นผลทำให้หลอดเลือดของทวารหนักขยายตัวและไม่หดกลับ --- แต่ปกติ เลือดที่ออกมาจากการเป็นริดสีดวง น่าจะเป็นเลือดสีสดๆ นะคะ .. ไม่น่าจะเป็นมูกเลือด ... ลองดูนะคะ ว่ายังมีมูกเลือดอีกมั้ยในการขับถ่ายครั้งต่อไป ถ้าเป็นแค่เลือดสด.. ก็น่าจะเป็นริดสีดวงทวารค่ะ ... แต่ถ้ามีการถ่ายเป็นมูกเลือดติดกันอีก อาจเป็นเพราะอาหารเป็นพิษ หรือลำไส้ติดเชื้อค่ะ ..

ส่วนเรื่องติ่งที่ยื่นออกมา และสามารถดันกลับเข้าไปได้ เป็นอาการของริดสีดวงระยะที่ 3 ค่ะ...


ส่วนยาของบริษัทสามารถทานได้ค่ะ.. เพราะเป็นยาตำรับผสมระหว่างสมุนไพรไทย-จีน .. สำหรับรักษาอาการอักเสบของริดสีดวงทวารแต่ตอนทานยาของบริษัทต้องงดยาแผนโบราณอย่างอื่นนะคะ .. ถ้าทานพร้อมกันสรรพคุณในการรักษาจะเปลี่ยนไป...


ถ้าอาการถ่ายเป็นเลือดเป็นเพราะริดสีดวงทวาร ... หลังจากทานยาไม่เกิน 15 วันเลือดก็จะหยุดแล้ว หรือดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ต้องดูแลตัวเองเรื่องอาการและการขับถ่ายด้วย อย่าให้ท้องผูก จนต้องเบ่ง หรือ ท้องเสีย อย่างรุนแรงหรือถ่ายเหลว ... เพราะจะทำให้การรักษายืดออกไป


ถ้ามีอาการเจ็บบริเวณที่เป็นริดสีดวงทวาร ..สามารรถทานยาของเราคู่กับยาแก้อักเสบได้ แต่ยาทานยาแก้อักเสบเกิน 7 วัน เพราะเป็นยาปฎิชีวนะ (ยาปฎิชีวนะ ถ้าทานมากเกินไปจะเกิดการสะสมคะ ไม่ดีต่อร่างกาย)หลังจากนั้นแล้ว ( 7 วัน) ก็ให้ทานแต่ยาของบริษัทอย่างเดียว


---------------------------------------


อาหารแสลงส่วนมาก ที่พบในผู้ป่วยที่เป็นริดสีดวง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ .. เนื้อวัว ของหมักดอง ปูเค็ม ปลาร้า ปลาหมึก กุ้ง หน่อไม้ แกงไตปลา น้ำบูดู แกงเหลือง .. อาหารรสชาติเผ็ด หรือเปรี้ยว ถ้าทานอาหารพวกนี้อยู่รบกวนงดอาหารพวกนี้ก่อนนะคะ เพราะอาการริดสีดวงอาจจะแสลงกับอาหารตัวใดตัวหนึ่ง  และ พยายามดูแลตัวเองอย่าให้ท้องผูกหรือท้องเสียนะคะ เพราะจะทำให้ริดสีดวงหายช้า ... พยายามรักษาธาตุให้เป็นปกติดีที่สุดค่ะ .... เพราะถ้าเรายังทานอาหารแสลง อาการแสลงอาหารจะหายไปเองหรือบรรเทาไปภายในไม่เกิน 10 วัน แต่ 10 วันนี้ทานยาไปก็ช่วยบรรเทา ....


อาหารแสลงของ แต่ละคนที่เป็นริดสีดวง ... ไม่เหมือนกัน บางคนก็ไม่แสลงกับอาหารชนิดไหนเลย บางคนก็แสลงกับอาหารมากกว่า 1 อย่าง ต้องสังเกตุเองค่ะ .... อาหารแสลง คือ ... อาหารที่เราทานไปแล้วแสลงกับโรคที่เราเป็นอยู่ แต่หลายคนจะไม่รู้ อย่างเช่น เราชอบกินส้มตำปูเค็ม ... บางคนกินปูเค็มแล้วก็เห็นว่าไม่แพ้ ก็กินต่อไป แต่ไม่รู้ว่ามันแสลงกับหัวริดสีดวงของเรา คือสังเกตุได้จากเป็นมากขึ้น ... เช่น คนเคยถ่ายเป็นเลือด ตอนไม่ได้ทานก็ดีขึ้น พอทานเข้าไปก็มีอาการถ่ายเป็นเลือดออกมาอีก ... หรือคนที่ติ่งเริ่มยุบ พอทานเข้าไป ก็กลับขึ้นมาอีกหรือ ถ้าหนักหน่อยหัวริดสีดวงอาจแตก ... บางคนไม่มีอาการคันพอทานไปก็เกิดอาการคัน
---------------------------------------------------



ถ้ากรณีมีหัวและมีติ่งแล้ว เราไม่สามารถระบุเวลาที่แน่นอนให้นะคะ เพราะการรับยาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ... ขอให้ทานยาได้วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงเพื่อการรักษาที่ต่อเนื่อง ... กรณีที่มีติ่งออกมาแล้ว ให้ดูตอนเข้าเดือนที่ 2-3 นะคะ (บอกแบบนานๆไว เพราะบางคนลืมทานยาบ่อย) จะเห็นการเปลี่ยนแปลงกับติ่งแน่นอนค่ะ ... บางทีถ้า เดือนสองเดือนแรกก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงสำหรับบางคน แต่เรายังอาจเห็นไม่ชัดเจน แต่พอเดือนที่ 3 น่าจะชัดแล้วว่าฝ่อ ...


------------------------------------------------------


เรื่องการทานยานานเท่าไหร่ เราไม่สามารถระบุให้ได้ ... ขนาดยาแผนปัจจุบันยังรักษากันหลายปี ไม่หายเลยค่ะ สุดท้ายก็ต้องผ่าตัด บางคนผ่าตัดแล้วก็กลับมาเป็นใหม่ ...


ถ้ากรณีที่มีเม็ดมีหัวออกมาแล้วเราสรุปเวลาที่แน่นอนให้ไม่ได้คือเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง แต่รับรองคะว่าหายแน่คะ ปัจจัยที่ว่านะคะ


1. พฤติกรรมการรับประทานยา .. ถ้าทานต่อเนื่องและทานได้วันละ 3 เวลา ครั้งละ 2 แคปซูล ช่วงที่ท้องว่าง (เนื่องจากยาไม่มีฤทธิ์กัดกระเพาะ) และ ถ้าทานตอนที่ท้องว่างพอแคปซูลละลายตัวยาจะได้ดูดซึมเลย ประสิทธิภาพของยาก็จะออกได้ประมาณ 80-90 %  แต่ถ้าทานตอนช่วงที่ทานอาหารแล้ว.. ยาอาจดูดซึมได้ไม่เต็มที่เนื่องจากอาหารดูดซึมตัวยาไปบางส่วนแล้ว ... ประสิทธิภาพอาจเหลือแค่ 50 % .... และบางคนลืมทานยาบ่อยมั้ย ดังนั้นเลยไม่สามารถบอกเลยคะว่าทานนานแค่ไหน แต่ถ้าทานต่อเนื่อง เข้าเดือนที่ 2-3 ก็น่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้วคะ .. บางคนก็เร็วกว่านั้น


2. บริเวณที่เกิดการอักเสบหรือบริเวณเส้นเลือดดำที่โป่งพองแล้วแตกหรืออักเสบทำให้เกิดเม็ดเกิดหัว .... เพราะถ้าหัวริดสีดวงหรือบริเวณที่อักเสบที่เส้นเลือดดำภายใน ถ้าเกิดบริเวณที่อุจจาระไปโดนเวลาถ่ายก็มีโอกาสเจ็บอยู่แล้วคะและเวลาเวลา ขับถ่ายอุจจาระ อุจจาระก็ต้องไปโดนไปเสียดสีทุกครั้งดังนั้นแผลก็จะแห้งช้ากว่า คนที่บาดแผลหรือบริเวณที่อักเสบหรือตำแหน่งที่เกิดหัวริดสีดวงไม่ใช่บริเวณ ที่เวลาถ่ายอุจจาระแล้วอุจจาระไปโดน ...... 


3.เป็นมานานแล้วหรือยัง... บางคนเป็นริดสีดวงแล้วไม่ทราบว่าตัวเองเป็นคือ เกิดริดสีดวงภายในก่อนเป็นมานาน แล้วพอหัวที่อยู่ภายในเกิดออกมาอยู่ข้างนอกเป็นริดสีดวงภายนอกก็เลยเพิ่งนึกว่าตัวเองเป็น .....  บางคนก็ไม่เป็นริดสีดวงภายในเวลาเป็นก็เป็นริดสีดวงภายนอกเลย ...  ดังนั้นระยะเวลาการรักษาเลยไม่เหมือนกันคะ


4.เป็นมากเป็นน้อย ... บางคนเป็นแค่นิดเดียวการรักษาก็ไวหน่อย บางคนเป็นมากหัวโตก็ช้าหน่อย บางคนมีแค่หัวเดียว บางคนหัวริดสีดวงแตกมีหลายหัว


5. ติ่งแข็งมั้ย .. ถ้าติ่งแข็งหรือเริ่มแข็งคือไม่นิ่มเหมือนเนื้อปกติก็ต้องให้เวลาตัวยาละลายติ่งให้นิ่มก่อน เพราะถ้าติ่งเริ่มแข็งกว่าเนื้อปกติหรือกลายเป็นไตไปแล้ว (ติ่งแข็งแบบตายด้าน) กว่าติ่งจะรับยาได้ก็ต้องใช้เวลา


6. ท้องผูก ต้องออกแรงเบ่งบ่อยมั้ย .... ถ้าท้องผูกและต้องออกแรงเบ่งบ่อยริดสีดวงก็จะหายช้ามาก


7. ท้องเสีย หรือ ถ่ายเหลว บ่อยมั้ย ... ถ้าท้องเสียหรือถ่ายเหลวเป็นประจำก็จะหายช้า เนื่องจากการถ่ายเหลวก็เหมือนกับลำไส้ทำงานไม่ปกติค่ะ และการถ่ายเหลวนี่ก็อาจทำให้หัวริดสีดวงไม่หายซักที หรืออาการริดสีดวงเกิดการกำเริบได้ ... เมื่อเราต้องถ่ายเหลว หรือท้องเสีย อาจจะทำให้หัวของริดสีดวงใหญ่ขึ้น หรือมีอาการถ่ายเป็นเลือด เพราะอุจจาระที่ถูกขับออกมาอย่างแรง อาจทำให้เยื่อบุทวารหนักอักเสบ เป็นผลทำให้หลอดเลือดของทวารหนักขยายตัวและไม่หดกลับ


---------------------------------------------------


-- ทานยาวันนึงให้ได้ 3 เวลา ครั้งละ 2 แคปซูล ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง ... ถ้าเป็นมาก สามารถเพิ่มการทานยาก่อนนอนได้อีก 2 แคปซูล …..


-- ดูแลตัวเองอย่าให้ท้องผูกหรือท้องเสีย ธาตุปกติดีที่สุด


-- อาหาร แสลงที่พบในหลายๆคน นะคะ ... บางคนก็ไม่แสลงนะคะ ...แต่ถ้างดได้ควรงดก่อน


-- เรื่อง อากัปกิริยา ก็มีส่วนนะคะ ที่จะทำให้หายเร็วหรือช้า .... ควรจะดูแลตัวเองร่วมด้วยก็จะหายไวขึ้นค่ะ ....  ถ้าต้องนั่งทำงานทั้งวัน ให้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้เลือดได้มีการไหลเวียนไม่ถูกกดทับนานเกินไป.... ถ้าต้องเดินนานๆ ก็อย่านานเกิน เพราะมันจะมีการเสียดมีนาน จะยิ่งทำให้อักเสบมากขึ้น ...  พยายามอย่า ยืน เดิน นั่ง นานเกิน ให้ เปลี่ยนท่าบ้าง การนอน ถ้าเป็นไปได้ช่วงนี้พยายามนอนคว่ำหรือนอนตะแครง...และพยายามอย่าก้มยกของหนักด้วยนะคะ .. เพราะจะดันให้หัวริดสีดวงออกมาง่าย


------------------------------------------------------


สอบถามเพิ่มเติมได้นะคะ

nanapat

อ่า ขอบคุณมากค่ะ เป็นประโยชน์มากๆ จะลองสังเกตุตัวเองดูนะค่ะ

อืมมม ยังมีข้อสงสัยเรื่องมูกเลือดอยู่ค่ะ คือตามความคิดของตัวเองน่าจะเป็นเลือดที่ตกค้างหลังการถ่ายมากกว่า ไม่รู้ว่าจะใช่หรือป่าว?

หลังจากอ่านข้อมูลที่ให้มา มีโอกาสเป็นไปได้เรื่องท้องเสียแล้วเสียดสีจนอีกเสป + อาการเริ่มต้นของริดสีดวงค่ะ เพราะก่อนที่จะเป็นไม่เคยท้องผูกมากก่อน ส่วนใหญ่จะท้องเสีย นั่งนานมากกว่า ซึ่งตอนแรกที่บอกที่บ้านว่าเป็นริดสีดวง ยังไม่ค่อยมีใครเชื่อ ถามว่าเป็นได้ไงบ้าง ไม่น่าจะเป็นได้เลยบ้าง .... ถ้ามีเวลาว่างก็จะซื้อยางของทางบริษัทมาลองทางดูนะค่ะ ขอบคุณค่ะ โชคดีที่ไม่ได้ร้ายแรงมาก

Page : 1
Webboardแสดงความคิดเห็น
เยี่ยม   แย่   แย่   แย่   เขิน   หยอกล้อ  ตกใจ  ร้องไห้   สงสัย   ขอโทษ   หดหู่   อย่าน่ะ   ต่อว่า   โอเค
รูปภาพ
(นามสกุลไฟล์ควรเป็น [ jpg , jpeg , gif ] และไฟล์ไม่เกิน 3 MB.)
*ชื่อ
*สถานะ  
*อีเมล
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
*รหัสยืนยัน

หมายเหตุ : : กรุณากรอกข้อมูลที่มี * ทุกช่อง

view

 หน้าแรก

 ผลิตภัณฑ์ภูหลวง

 สาระน่ารู้

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

view